ไทย เอสพีเอส นิวส์ เป็นเว็บข่าวเพื่อมวลชน เจาะลึก ทันเหตุการณ์ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศไทย
ดร. คุณานันท์ ชง สามารถ ขึ้นแท่นขุนพลเสริมบารมีบิ๊กป้อม
(อ่านแล้ว 5208 ครั้ง)
Share on Google+

 

 

เฟซบุ้คส่วนตัว ของ ดร. คุณานันท์  ทยายุทธ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการจัดการ อดีตกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการ สามัญและวิสามัญหลายคณะ ได้โพสต์ความเห็นส่วนตัวถึงกรณีที่ทางรัฐบาลเตรียมจัดสรรผู้นำคนใหม่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ได้ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี นั่นก็คงหนีไม่พ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาในเฟซบุ้คได้กล่าวว่า

ประเทศไทยต้องเดินต่อ เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุน  เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่ต้องมีการขับเคลื่อนทุกวัน ดังนั้นให้การเมืองมาเป็นจุดสะดุดของประเทศไม่ได้ และเมื่อระเบียบกำหนดไว้แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้มีการกำหนดให้ผู้ใดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เราก็ต้องรีบดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน หรือเกิดสุญญากาศทางการบริหาร เราต้องอำนวยการบริหารจัดการทันที เพราะความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่สำคัญมากลำดับต้นๆคือเวลา การบริหารประเทศ ไม่ได้พัฒนาด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการบริหารแบบเป็นทีม ที่มุ่งมั่นในเป้าหมายเดียวกัน  วันที่ 24 สิงหาคม 2565 เรามีนายกรัฐมนตรีรักษาการ คือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บริหารงานโดยใช้วิธีการ ประสานงานจากทุกภาคส่วน รับฟังบรรยายสรุป เจาะลึกกระบวนการ มอบหมายคนที่มีฝีมือ  รับฟังรายงาน ลงดูพื้นที่  ประเมินผลงาน   งาน ทุกอย่างจึงคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยบุคลิกภาพ เป็นผู้ใหญ่มากบารมี เน้นการปฏิบัติจริงจึงพูดน้อย คุยกับคนเฉพาะที่เกี่ยวข้องในวงงานเท่านั้น ใช้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์ จึงตอบคำถามด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่ใจดี แต่ให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้รายงาน ซึ่งสอดคล้องกับวิถีธรรมเนียมปฏิบัติของทหาร ที่เน้นให้ผลงานกับผู้ทำ มากกว่าพูดเอาดีใส่ตัวไว้เอง    จึงเป็นที่เคารพนับถือของทีมงานของท่านอย่างมาก ซึ่งเมื่อเราเข้าใจสไตล์การทำงานแบบนี้แล้วเราจะเห็นว่า ผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่จะฝ่าวิกฤตได้ สร้างโอกาสในอนาคตได้ ที่สำคัญคือ สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสของเราได้เช่นกัน ซึ่งในอดีตเราก็มีนายกรัฐมนตรีในลักษณะนี้ หลายท่าน คือเป็นผู้นำที่พูดน้อยปฏิบัติมาก ให้ผลงานกับทีมงาน ซึ่งผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ที่อาจจะทำให้มีคนนำไปกล่าวว่าเป็นประเด็นเปรียบเทียบ แล้วเปลี่ยนเจตนารมณ์ของการเขียนบทความนี้ไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆที่ไม่จำเป็น แต่จุดมุ่งหมายของการเขียนในครั้งนี้คือ เราจะทำงานอย่างไรภายใต้ผู้นำสไตล์ต่างๆให้ประสบความสำเร็จได้ โดยที่ยังคงรักษาวิถีการสื่อสารแบบที่คนไทยพึงประสงค์ เมื่อผู้นำพูดน้อยเน้นการทำงาน จึงควรต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสาร สร้างความเข้าใจให้กับสื่อมวลชน พี่น้องประชาชน และยังคงให้ผลงานนั้นเป็นของผู้ปฏิบัติงานจริง ดังเจตนารมณ์ของผู้นำประเภทนี้ อีกทั้งยังต้องสามารถ อธิบายความให้กับฝ่ายตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือองค์กรอิสระที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส นำประเทศสู่ความเจริญได้อย่างถูกต้อง รวมถึงตอบโต้กลุ่มผู้หวังดีประสงค์ร้าย ในการสร้างวาทกรรมยุแหย่ บิดเบือน ของดีให้เป็นของเสีย เอาข้อจำกัดของการปฏิบัติงานจริง มาเป็นข้ออ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าผู้พูดเหนือกว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งสติปัญญาและทักษะการบริหาร ซึ่งมีเห็นบ่อยครั้ง ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา

 

 

ขุนพลคู่ใจที่จะมาทำหน้าที่เคียงคู่กับผู้นำสไตล์นี้ ต้องมีอุปนิสัยสำคัญ คือใฝ่รู้ เกาะติด เห็นภาพรวม เข้าถึงได้ง่าย เข้าอกเข้าใจพี่น้องประชาชน ให้เกียรติผู้ปฏิบัติ รวมถึง ทักษะสำคัญคือ ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการเชื่อมโยง ทักษะใน ด้านกฎหมาย ทักษะในการมองเห็นกระบวนการ ทักษะในการคิดเชิงระบบ ซึ่งทั้ง อุปนิสัยและทักษะเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบสำคัณมีความจำเป็นต่อความสำเร็จของการบริหาร ซึ่งผมเชื่อว่าในทีมงานของท่านนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ย่อมต้องมีอยู่อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ถูกมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ เพราะจากการติดตามผลงาน ในช่วงที่ผ่านมานี้ ก็จะมีท่านอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสามารถ เจนชัยจิตร​วนิช ที่เข้าอกเข้าใจประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แชร์ลูกโซ่ Forex 3อีกทั้งผลงานในการตอบคำถามความไม่เข้าใจของฝ่ายค้านต่อรัฐบาล ได้อย่างตรงประเด็นชัดเจน คลายข้อสงสัยได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือไม่เกิดเป็นประเด็นใหม่ด้วย ซึ่งผมยังเชื่อว่ายนาย​สามารถช่วยได้และต้องเร่งหยิบมาใช้ เพราะรัฐบาลนี้ทำงานหลายหน้า พัฒนาหลายด้าน มาตลอด 8 ปี แต่แค่โดนโจมตีเพียงเล็กน้อย ประชาชนก็เชื่อว่าไม่มีผลงานแล้ว นั่นย่อมหมายความว่านี่คือจุดอ่อนรัฐบาลที่ต้องเร่งแก้ไข โดยใช้ความสามารถของคนเหล่านี้ เสริมทัพขจัดจุดอ่อน พลิกสถานการณ์ด้วยความจริง  จับต้องได้ ไม่ขายฝันการเติมเต็ม เสริมทัพในส่วนที่ขาด เป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการ มิฉะนั้นคนที่ทำงานอย่างหนัก ทั้งแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน ทั้งซ่อมสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งขจัดสิ่งที่บั่นทอนความสามารถทางการแข่งขัน อย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ให้เกิดผลเสียลุกลาม ทั้งสร้างโครงการที่ต้องเพิ่มความสามารถทางการแข่งของประเทศ ขึ้นมาใหม่หลังจากที่ไม่ได้ทำมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ได้ผลมากบ้างได้ผลน้อยบ้าง แต่ทีมผู้ปฏิบัติก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ทั้งกำลังความรู้ ความสามารถและทรัพยากรอันจำกัด มาตลอด 8 ปี แล้วมาถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ไม่มีผลงานนั้น จะให้ทีมคนปฏิบัติงานเหล่านี้ยอมรับคำกล่าวหาที่ไม่เป็นจริงเหล่านั้น โดยไม่มีผู้ชี้แจง แถลงความจริง ได้อย่างไร บ้านเมืองต้องการคนคิด คนจัดการ คนทำและคนพูดที่เป็นทีมเดียวกันครับ 

ดร. คุณานันท์  ทยายุทธ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการจัดการ อดีตกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการ สามัญและวิสามัญหลายคณะ

Share on Google+
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
เศรษฐกิจในประเทศ